ปวดท้ายทอยเกิดจากอะไร? เช็กสาเหตุและวิธีบรรเทาอาการตามหลักแพทย์แผนไทย

ปวดท้ายทอยเกิดจากอะไร? เช็กสาเหตุและวิธีแก้ฉบับแพทย์แผนไทย

อาการ “ปวดบริเวณท้ายทอย” เป็นอาการยอดฮิตที่พบได้บ่อยมากในกลุ่มคนวัยทำงาน (ออฟฟิศซินโดรม) และผู้ที่ต้องใช้ร่างกายในลักษณะเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน

ตามแนวคิดของ แพทย์แผนไทย อาการปวดบริเวณท้ายทอยมักเกี่ยวข้องกับ การตึงตัวของเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และการไหลเวียนของ “ลมและเลือด” ที่ไม่สมดุล เมื่อการไหลเวียนบริเวณลำคอและศีรษะเกิดการติดขัด จึงทำให้เกิดอาการปวด ตึง หรือรู้สึกหนักอึ้งบริเวณท้ายทอยตามมา

4 สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการ “ปวดท้ายทอย”

อาการปวดท้ายทอยสามารถเกิดได้จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันและปัญหาสุขภาพแฝง ดังนี้:

1. เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อเกิดการยึดตึง (พฤติกรรมซ้ำซาก)

การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือในท่าเดิมเป็นเวลานาน รวมถึงการทำงานที่ต้องเกร็งคอซ้ำ ๆ จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ เกิดการตึง ยึดติด และรั้งไปถึงท้ายทอย

2. การนอนผิดท่า (หมอนไม่รองรับสรีระ)

การหนุนหมอนที่สูงหรือเตี้ยเกินไป รวมถึงท่าทางการนอนที่ผิดธรรมชาติ ตลอดระยะเวลาหลายชั่วโมงในตอนกลางคืน จะทำให้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อคอเกร็งตัว จนตื่นมาพร้อมกับอาการปวดคอและท้ายทอยได้

3. การพักผ่อนไม่เพียงพอ

การนอนหลับไม่เต็มอิ่ม ทำให้ร่างกายและกล้ามเนื้อไม่ได้ซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่ กล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ จะเกิดความตึงเครียดสะสม ส่งผลให้รู้สึกหนักและปวดบริเวณท้ายทอย

4. ภาวะความดันโลหิตสูง หรือ ไมเกรน

ในบางกรณี อาการปวดท้ายทอย (โดยเฉพาะปวดตุบ ๆ หรือปวดตื้อ ๆ) อาจไม่ใช่แค่เรื่องของกล้ามเนื้อ แต่สัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพภายใน เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง หรือเป็นสัญญาณเตือนของโรคไมเกรน


มุมมองแพทย์แผนไทย: ทำไมถึงปวดตึง?

ในหลักแพทย์แผนไทย อาการปวดท้ายทอยมีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับ “การเคลื่อนไหวของลมภายในร่างกาย” ที่เสียสมดุล

เมื่อกล้ามเนื้อตึงตัว เลือดจะไหลเวียนไม่สะดวก ส่งผลให้ “ลม” ที่ต้องเคลื่อนตัวขึ้นไปหล่อเลี้ยงบริเวณศีรษะและปลายประสาทเกิดการติดขัด (ลมตีขึ้นเบื้องบนไม่ได้) จึงเกิดเป็นแรงดัน ทำให้รู้สึกตึง ปวด หรือหนักอึ้งบริเวณท้ายทอยและขมับ


วิธีดูแลและบรรเทาอาการปวดท้ายทอย (ดูแลจากภายนอก)

เราสามารถคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อได้ด้วยตัวเอง และด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทย ดังนี้:

💆‍♀️ 1. การนวดคลายเส้น (Thai Massage): การนวดอย่างถูกหลักจะช่วยคลายเส้นเอ็นที่ยึดตึง กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและลม แนะนำให้นวดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อประมาณเดือนละ 2–4 ครั้ง

♨️ 2. การประคบอุ่น: ใช้ถุงน้ำร้อนประคบบริเวณคอ บ่า และท้ายทอย หรือการแช่น้ำอุ่น จะช่วยขยายหลอดเลือด ลดความตึงเกร็งของกล้ามเนื้อ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายทันที

🪑 3. ปรับพฤติกรรม (Ergonomics): หลีกเลี่ยงการก้มหน้านานๆ ปรับจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา หมั่นยืดเหยียดกล้ามเนื้อระหว่างวัน และเลือกหมอนที่รองรับสรีระคอได้พอดี


“ภู่หลาน” (Phu Lan): ฟื้นฟูจากภายใน ทะลวงลมและเลือดที่ติดขัด

หากคุณมีอาการปวดท้ายทอยเรื้อรัง นวดแล้วเดี๋ยวก็กลับมาปวดอีก นั่นอาจเป็นเพราะ “ระบบเลือดและลมภายใน” ยังไม่สมดุล การใช้สมุนไพรตำรับ “ภู่หลาน” จะเข้ามาช่วยเติมเต็มการดูแลในส่วนนี้

กระตุ้นการไหลเวียนเลือด: ภู่หลานมีสรรพคุณช่วยล้างของเสียในระบบเลือด ทำให้เลือดไม่ข้นหนืด และไหลเวียนขึ้นไปเลี้ยงบริเวณศีรษะและท้ายทอยได้สะดวกขึ้น

ขับลมที่อั้นเบื้องบน: ช่วยระบายลมที่ติดขัดอยู่ตามเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ ลดแรงดันที่ทำให้เกิดอาการปวดตื้อๆ บริเวณท้ายทอย

ปรับสมดุลความดัน: สำหรับผู้ที่มีอาการปวดจากความดันโลหิตสูง สมุนไพรในภู่หลานมีส่วนช่วยปรับสมดุลหลอดเลือดให้ทำงานได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงในการเกิดอาการปวดหัว


 สรุป

อาการปวดท้ายทอยเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรม ออฟฟิศซินโดรม การพักผ่อน และความไม่สมดุลของลมและเลือด การดูแลตนเองด้วยการ นวดคลายเส้น ประคบอุ่น ปรับท่านั่ง และดูแลระบบภายในด้วยสมุนไพรอย่าง ภู่หลาน จะช่วยบรรเทาอาการได้อย่างยั่งยืน

⚠️ ข้อควรระวัง: หากมีอาการปวดรุนแรง ปวดต่อเนื่องยาวนาน หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน แขนขาอ่อนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดทันที

Line
Messenger
Messenger
Line